การสำรวจอวกาศ

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

รวมคลิปอุกกาบาตระเบิดเหนือรัสเซีย!! ยันไม่เกี่ยวดาวเคราะห์น้อยเฉียดโลก


 เอเอฟพี/อินดิเพนเดนท์/ยูทิวบ์ - คลิปเหตุการณ์อุกกาบาตระเบิดเหนือเทือกเขาอูราล ของรัสเซีย ซึ่งถ่ายไว้ได้โดยช่างภาพสมัครเล่นทยอยโพสต์เผยแพร่บนโลกสังคมออนไลน์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันเหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งซึ่งจะพุ่งเฉียดโลกในวันเดียวกัน
       
       อุกกาบาตดวงหนึ่งเกิดระเบิดส่องแสงวาบเหนือเมืองเชเลียบินสค์ ทางตอนกลางของรัสเซียในวันศุกร์(15) ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกสร้างความเสียหายแก่หน้าต่างบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก และยังทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 1,000 ราย
       
       เหตุการณ์แปลกประหลาดนี้เป็นผลให้การจราจรยามเช้าของเมืองเชเลียบินสค์ แถบเทือกเขาอูราล หยุดชะงักอย่างกะทันหัน ขณะที่ผู้ขับขี่ที่อยู่ในอาการตกตะลึงต่างพากันหยุดรถเพื่อดูอุกกาบาตที่กำลังร่วงลงมากำลังลุกไหม้ในชั้นบรรยากาศระดับต่ำและส่องแสงวาบบนท้องฟ้า
       
       ดูเหมือนว่าการเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกของอุกกาบาตดวงนี้ไม่เกี่ยวข้องใดๆกับดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14 ซึ่งจะพุ่งผ่านโลกในระยะห่าง 27,000 กิโลเมตร ภายหลังในวันศุกร์(15) ซึ่งถือเป็นระยะที่ใกล้ผิดปกติ


 อย่างไรก็ตามเหล่าผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการดิ่งลงสู่โลกของอุกกาบาตขนาดใหญ่เช่นนี้ ซึ่งคาดหมายว่าน่าจะมีน้ำหนักหลายสิบตันถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ยากมาก และการเผาไหม้ของมันขณะที่ลอยผ่านพื้นที่ชุมชน แหล่งที่อยู่อาศัยหนาแน่น ก็ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากอย่างคาดไม่ถึง
       
       มิฮาอิล ยูเรวิช ผู้ว่าการแคว้นเชเลียบินสค์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอาร์ไอเอ โนวอสติ ว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ 950 คน ด้วย 2 ใน 3 มีบาดแผลเล็กๆน้อยๆจากเศษกระจกบาดหรือถูกวัตถุอื่นๆลอยมากระแทก
       
       คลื่นกระแทกของอุกกาบาต ทำกระจกบ้านเรือน ห้างร้านและอาคารต่างๆทั่วเมืองเชเลียบินสค์ แตกกระจักกระจาย โดยเจ้าหน้าที่เผยว่ามีอาคารเกือบ 300 หลังได้รับความเสียหาย ในนั้นรวมถึงโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงานสังกะสีแห่งหนึ่ง และสนามฮอกกี้น้ำแข็งด้วย
       
       เหล่าชาวบ้านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกช็อคและหวาดผวาอย่างยิ่ง หลังได้เห็นแสงไฟยักษ์พุ่งวาบอยู่บนท้องฟ้า โดยเบื้องต้นมีหลายคนคิดว่าอาจเป็นเครื่องบินตก เนื่องจากได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น จนทำให้กระจกของอาคารหลายแห่งแตกกระจัดกระจาย




"ผมกำลังขับรถผ่านจตุรัส ทันใดนั้นตรงจตุรัสก็มีแสงสว่างวาบ มันเป็นแสงที่ไม่ปกติ" ชาวบ้านเชเลียบินสค์รายหนึ่งบอก "มีแสงวาบบนท้องฟ้าราว 3 หรือ 4 วินาที จากนั้นก็กลับสู่ภาวะปกติ แต่พอผมออกรถไปก็เห็นกลุ่มควันเป็นหางทางยาวก็ปรากฏขึ้น และก็เกิดการระเบิดดังสนั่น"
       
       เจ้าหน้าที่จากสำนักงานผู้ว่าการท้องถิ่นระบุในถ้อยแถลงว่าอุกกาบาตดวงนี้ร่วงลงสู่ทะเลสาบแห่งหนึ่งนอกเมืองเชบาร์กุล ในแคว้นเชเลียบินสค์ และภาพข่าวสถานีโทรทัศน์ชี้ให้เห็ตหลุมขนาดกว้าง 6 เมตรอยู่กลางทะเลสาบน้ำแข็ง
       
       อย่างไรก็ตามยังต้องรอการยืนยันครั้งสุดท้ายว่าเศษอุกกาบาตได้ตกสู่พื้นผิวโลกหรือไม่ ขณะที่ยังไม่มีรายงานว่าชาวบ้านคนไหนได้รับบาดเจ็บจากการถูกเศษอุกกาบาตตกใส่โดยตรง
       
       โรงงเรียนหลายแห่งก็ต้องหยุดการเรียนการสอนในวันนี้ หลังคลื่นกระแทกทำให้กระจกหน้าต่างอาคารจำนวนมากแตกกระจาย ท่ามกลางอุณหภูมิต่ำถึง 18 องศาเซลเซียส เช่นเดียวกับที่ทำการไปรษณีย์และโรงภาพยนต์ที่ปิดบริการทั่วแคว้น นอกจากนี้ยังต้องเลิกการแข่งขันฮอกกี้ ณ สนามแข่งไอซ์ฮอกกี้เชเลียบินสค์ จำนวน 1 แมตช์



 "ขอบคุณพระเจ้า ที่ไม่มีอะไรร่วงใส่พื้นที่ชุมชน" ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าว ระหว่างหารือร่วมกับนายวลาดิมีร์ ปุชคอป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมออกคำสั่งให้หาแนวทางสำหรับเตือนพลเมืองหากเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก
       
       ด้านสถาบันวิทยาศาสตร์รัสเซีย ระบุในถ้อยแถลงว่าคาดหมายว่าอุกกาบาตดวงนี้มีความยาวหลายเมตรและน้ำหนักหลายสิบตัน "มันเผาไหม้ที่ระดับความสูงราว 30-50 กิโลเมตร แต่อาจเหลือเศษชิ้นส่วนที่ร่วงลงสู่พื้นผิวโลก"


ภาพข่าวสถานีโทรทัศน์ชี้ให้เห็ตหลุมขนาดกว้าง 6 เมตรอยู่กลางทะเลสาบน้ำแข็ง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นจุดตกของเศษอุกกาบาตภาพข่าวสถานีโทรทัศน์ชี้ให้เห็ตหลุมขนาดกว้าง 6 เมตรอยู่กลางทะเลสาบน้ำแข็ง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นจุดตกของเศษอุกกาบาต

 เหตุอุกกาบาตระเบิดหนนี้นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางอวกาศครั้งน่าทึ่งที่สุดครั้งหนึ่งเหนือท้องฟ้ารัสเซีย ตามหลังเหตุการณ์ระเบิดที่ทุงกุสกา ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กล่าวโทษว่ามีต้นตอจากอุกกาบาตหรือดาวหางตกกระทบในไซบีเรีย
       
       "ผมได้แต่เกาหัว ลองนึกดูว่าตามประวัติศาสตร์แล้ว มีเหตุการณ์ไหนที่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บทางอ้อมจากวัตถุหนึ่งมากมายขนาดนี้ มันเกิดขึ้นได้ยากมาก" นายโรเบิร์ต แมสซีย์ รองเลขาธิการบริหารของสำนังานสังคมดาราศาสตร์แห่งราชอาณาจักรบอกกับเอเอฟฟี อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ ดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14



ที่มา :  http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000019866

คลิป! จำลองวิถีโคจร 2012 DA14 เฉียดโลกแบบฉิวๆ

ภาพจำลองให้เห็นวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยที่เข้าใกล้โลกมากกว่าระดับวงโคจรของดาวเทียมบางดวงที่โครอยู่ที่ความสูง 22,000 ไมล์ หรือ 35,000 กิโลเมตร ส่วนดวงจันร์อยู่ไกลออกไป 239,000 ไมล์ หรือ 384,600 กิโลเมตร (สเปซด็อทคอม)

 คลิปจากสเปซด็อทคอมจำลองวิถีโคจรของดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14 เข้าใกล้โลกแบบฉิวเฉียด มากกว่าระดับวงโคจรของดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาและดาวเทียมระบุตำแหน่ง
       
       ดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14 ที่กว้าง 45 เมตรจะเข้าใกล้โลกมากที่สุดเวลา 02.24 น.ของวันที่ 16 ก.พ.2013 ตามเวลาประเทศไทย ที่ระยะ 17,200 ไมล์ หรือ 27,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ใกล้โลกมากกว่าระยะของดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาและดาวเทียมระบุตำแหน่งที่โคจรรอบโลกที่ความสูงประมาณ 20,000 ไมล์หรือ ประมาณ 32,100 กิโลเมตร


ที่มา :  http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000019680

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2556

ดวงอาทิตย์พ่นมวลโคโรนาพุ่งผ่านดาวพุธและโลก

ภาพส่วนหนึ่งจากคลิป เผยให้เห็นดวงอาทิตย์พ่นมวลโคโรนาพุ่งผ่านดาวพุธ (ในวงรี) และยังพุ่งมายังโลกโดยตรง (สเปซด็อทคอม/นาซา)


             ชมคลิปดวงอาทิตย์พ่นมวลโคโรนาครั้งเดียวผ่านทั้งดาวพุธและพุ่งตรงมายังโลก แต่ไม่มีรายงานว่าจะสร้างผลกระทบที่เลวร้าย

             คลิปดังกล่าวสร้างขึ้นจากภาพที่หอดูดาวอวกาศโซลาร์ไดนามิค (SDO) และหอดูดาวสเตอริโอ (STEREO) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) บันทึกปรากฏการณ์พ่นมวลโคโรนา (coronal mass ejections) หรือซีเอ็มอี (CME) เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2013 ที่ผ่านมา

             ซีเอ็มอีดังกล่าวพุ่งผ่านดาวพุธและพุ่งตรงมาในทิศทางของโลก แต่ไม่คาดว่าจะเกิดผลกระทบที่ร้ายแรง โดยข่าวจากเว็บไซต์นาซา ระบุว่ามวลดังกล่าวจะพุ่งมาถึงโลกใน 1-3 วันนับจากเกิดเหตุการณ์ โดยพุ่งมาด้วยความเร็วประมาณ 600 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งปกติซีเอ็มอีจะทำให้เกิดพายุสนามแม่เหล็กโลกได้กรณีปะทะสนามแม่เหล็กที่ห่อหุ้มโลกที่ชั้นแมกเนโตสเฟียร์ (magnetosphere)


               อย่างไรก็ดี เว็บไซต์นาซาระบุว่าที่ผ่านมาความเร็วของซีเอ็มอีระดับดังกล่าวไม่ได้ทำให้เกิดพายุสนามแม่เหล็กโลกอย่างรุนแรง โดยบางครั้งทำให้เกิดแสงออโรราใกล้ขั้วโลก แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบจ่ายไฟฟ้าบนโลก หรือรบกวนดาวเทียมสื่อสารและดาวเทียมระบุตำแหน่งหรือดาวเทียมจีพีเอส (GPS)

ที่มา :  http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000010732

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

5 ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกที่น่าจดจำ (อินโฟกราฟิก)


             อินโฟกราฟิกจากสเปซด็อทคอมเผยการเฉียดใกล้โลกของ 5 ดาวเคราะห์น้อยที่น่าจดจำ ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่เข้าใกล้โลกมากกว่าระยะห่างไปถึงดวงจันทร์ คือในระยะ 384,403 กิโลเมตร โดยภาพดาวเคราะห์น้อยถูกขยายเกินจริงเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของโลกและดวงจันทร์ในภาพ แต่เป็นสัดส่วนเกินจริงเมื่อเปรียบเทียบกับดาวเคราะห์น้อยด้วยกัน
             ดาวเคราะห์น้อยที่เข้าโลกมากๆ ถูกเรียกว่า “นีโอ” (NEO) หรือวัตถุใกล้โลก (Near Earth Object) ซึ่งนักดาราศาสตร์จะติดตามวัตถุเหล่านั้นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คำเตือนได้แต่เนินๆ เมื่อมีดาวเคราะห์น้อยดวงใดมีโอกาสพุ่งชนโลก
             สำหรับ 5 ดาวเคราะห์น้อยที่เข้าใกล้โลกอันน่าจดจำ ได้แก่
             ดาวเคราะห์น้อย 2012 ดีเอ14 (2012 DA14) ซึ่งเพิ่งถูกค้นพบเมื่อปี 2012 จะเข้าใกล้โลกในวันที่ 15 ก.พ.2013 ที่ระยะ 35,786 กิโลเมตร แต่นักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) คำนวณว่าดาวเคราะห์น้อยที่มีภาคตัดกว้างประมาณ 40 กิโลเมตรนี้จะไม่พุ่งชนโลกอย่างแน่นอน
             ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส (Apophis) ซึ่งถูกค้นพบเมื่อปี 2004 จะเข้าใกล้โลกในวันที่ 13 เม.ย.2029 ที่ระยะ 31,300 กิโลเมตร โดยหลังค้นพบไม่นานนักวิทยาศาสตร์คาดว่าดาวเคราะห์น้อยกว้าง 325 เมตรดวงนี้มีโอกาสพุ่งชน 2.4% แต่จากการศึกษาล่าสุดพบว่า ดาวเคราะห์น้อยจะไม่พุ่งชนโลก และในปี 2036 เมื่อดาวเคราะห์เข้ามาใกล้โลกอีกครั้งจะมีโอกาสพุ่งชนโลกแค่ 1 ในล้านเท่านั้น
             อีก 3 ดวงที่เหลือเฉียดโลกในระยะไกลกว่าระดับวงโคจรของดาวเทียมค้างฟ้า คือ ดาวเคราะห์น้อย 2001 ดับเบิลยูเอ็น 5 (2001 WN5) ซึ่งจะเข้าใกล้โลกในปี 2028ส่วนดาวเคราะห์น้อย 2010 ดับเบิลยูซี15 (2010 WC15) ซึ่งเพิ่งค้นพบเมื่อปี 3 ปีที่ผ่านมา แต่นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่าเคยเข้าใกล้โลกแล้วเมื่อปี 1976 และดาวเคราะห์น้อยวายยู55 (2005 YU55) เพิ่งเข้าใกล้โลกเมื่อปี 2011
       
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000010524

ดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14 จะเฉียดใกล้โลก15 ก.พ.นี้

ภาพแสดงเส้นทางโคจรของดาวเคราะห์น้อยที่เฉียดใกล้โลกมากกว่าระยะของดาวเทียมค้างฟ้า

                15 ก.พ. นี้ดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14 จะเฉียดใกล้โลก แต่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าดาวเคราะห์น้อยขนาด 40 เมตรนี้จะไม่พุ่งชนโลกอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับดาวเคราะห์น้อย "อะโพฟิส"ที่จะเฉียดโลกอีก 16 ปีข้างหน้า
                ดาวเคราะห์น้อย 2012 ดีเอ (2012 DA14) เป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดกลางที่มีขนาดกว้าง 164 ฟุตหรือประมาณ 40 เมตร ซึ่งเพิ่งถูกค้นพบโดยหอดูดาวลาซากรายสกายเซอร์เวอร์(La Sagra Sky Survey  Observatory) ในสเปน เมื่อ 22 ก.พ. 2012 ที่ผ่านมา และจะเข้ามาใกล้โลกที่ระยะ 14,912 ไมล์หรือประมาณ  27,000 กิโลเมตร ในวันที่ 15 ก.พ. 2013 นี้
                 ที่่ระยะดังกล่าวเป็นระยะใกล้โลกมากกว่าระดับวงโคจรของดาวเทียมพาณิชย์หลายๆดวง แต่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไม่พุ่งชนโลกอย่างแน้นอน วึงทางสำนักโครงการเฝ้าระวังวัตถุใกล้โลก(Near-Earth Object Program Office) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ(นาซ่า)ได้แถลงชี้แจงไว้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาว่า หลังวันวาเลนไทน์นี้ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวจะไม่เข้าใกล้โลกเกินระยะ 3.2 ของรัศมีโลก
                  สำหรับรัศมีโลกบริเวณเส้นศูนย์สูตรนั้นเป็นระยะทาง 6,378 กิโลเมตร เมื่อคำนวณตามคาดการณ์ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะเข้าใกล้โลกมากกว่าดาวเทียมในวงโคจรค้าง(geosynchronous orbit) ที่อยู่สูงจากโลกประมาณ 35,800 กิโลเมตร ส่วนดาวเทียมอื่นๆจะอยู่ต่ำลงมาอีกมาก อย่างสถานีอวกาศนานาชาติ(International Space Station) ก็โคจรรอบโลกที่ความสูงประมาณ 386 กิโลเมตร

ภาพดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสใกล้โลกเข้ามมาในวันที่ 5-6 ม.ค. 2013 วึ่งบันทึกด้วยกล้องโทรทรรศ์ของหอดูดาวเฮอร์เชลที่ความยาวคลื่น(ซ้ายไปขวา) 70,100 และ 160 ไมโครเมตร(สเปซด็อทคอม(อีซา)

                   นอกจาก 2012 ดีเอ14  แล้ว  ดาวเคราะห์น้อยที่ถูกจับตามากที่สุด ในตอนนี้คือดาวเคราะห์น้อย "อะโพฟิส"(Ap0phis) เนื่องจากการศึกษาเบื้องต้นหลังจากค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงนี้เมื่อ 19 มิ.ย. 2004 ระบุว่ามีโอกาสที่อะโพฟิสจะพุ่งชนโลกถึง 2.7%  แต่จากการติดตามอย่างต่อเนื่องทำให้นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะไม่พุ่งชนโลกเมื่อเข้าใกล้ในวันที่ 13 เม.ย. 2029 ในระยะ 31,300 กิโลเมตร 
                    หากแต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังศึกษาต่อไปถึงโอกาสการพุ่งชนโลกเมื่อดาวเคราะห์น้อยเข้าใกล้โลกอีกครั้งในปี 2036 และล่าสุดตามรายงานของสเปซด็อทคอม  ดอน  ยีโอมานส์(Don  Yeomans) ผู้จัดการสำนักโครงการเฝ้าระวังวัตถุใกล้โลกของนาซ่าระบุว่า  ในปี 2036  ที่อะโพฟิสจะเข้าใกล้โลกอีกครั้งนั้นมีโอกาสจะพุ่งชนโลกน้อยกว่า 1 ในล้าน ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ได้ ขณะอยู่ห่างจากโลกที่ 1.5 ล้านกิโลเมตร
                     ทางด้านองค์การอวกาศยุโรป(อีซา) เพิ่งประกาศข้อมูลล่าสุดของดาวเคราะห์อะโพฟิส จากการสังเกตด้วยหอดูดาวอวกาศเฮอร์เชล(Herschel Space Observatory) และเผยให้เห็นว่าดาวเคราะห์น้อยกว่า 325 เมตร ซึ่งใหญ่กว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า 20% (เดิมประมาณว่ากว้าง 270 เมตร) และมีมวลมากกว่าที่ประมาณ 75%
                     ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์จากหอดูดาวแมกดาลีนาริดจ์(Magdalena Ridge observatory) ที่ดำเนินการโดยสถาบันเหมืองและเทคโนโลยีนิวเม็กซิโก(New Mexico Institute of Mining and Technology) และมหาวิทยาลัยฮาวาย(University of Hawaii) แล้วยังอาศัยข้อมูลจากเรดาร์ศึกษาระบบสุริยะโกลด์สโตน(Goldstone Solar System Radar) ของนาซ่า จนได้ข้อสรุปว่า  การเฉียดใกล้โลกในปี 2036 นั้นไม่พุ่งโลกอย่างแน่นอน


ภาพดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส ซึ่งค้นพบเมื่อ 19 มิ.ย. 2004(สเปซด็อทคอม/UH/IA)
ที่มา :  http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000010520

“นาซา” เตือน ดวงอาทิตย์ปล่อย “มวลสารโคโรนา” มหาศาล พุ่งใส่โลกใน 3 วัน ชี้ระบบสื่อสาร-ไฟฟ้าอาจมีปัญหา


               สำนักงานบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติสหรัสฯ (นาซา) รายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (24) ว่า เกิดอนุภาคพลังงานสูงจำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากโคโรนาของดวงอาทิตย์ เมื่อช่วงเช้าวันพุธ (23) ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีก้อนมวลสารโคโรนา (ซีเอ็มอี) จำนวรมหาศาลจากดวงอาทิตย์ กำลังมุ่งหน้ามายังโลกของเราด้วยความเร็วสูง และคาดว่าจะถึงชั้นบรรยากาศของโลกภายใน 1 ถึง 3 วันข้างหน้า
                ข้อมูลขององค์การนาซาและองค์การอวกาศยุโรป (อีเอสเอ) ระบุตรงกันว่า ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์พ่นมวลโคโรนาที่เกิดขึ้นส่งผลให้มวลสารดังกล่าวพุ่งกระจายออกมาจากดวงอาทิตย์ และกำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้ามายังโลกของเราด้วยความเร็วประมาณ "375 ไมล์ต่อวิาที" โดยคาดว่าจะเดินทางมาถึงยังชั้นบรรยากาศของโลกของเราภายใน   24-72 ชั่วโมงข้างหน้านี้ พร้อมเตือนประเทศต่างๆเตรียมหาทางรับมือ
              ผู้เชี่ยวชาญด้านดวงอาทิตย์ของนาซาระบุว่า ซีเอ็มอี ซึ่งเกิดจากอนุภาคพลังงานสูงจำนวนมากที่พุ่งออกมาจากโคโรนาของดวงอาทิตย์นั้น สามารถเทียบได้กับระเบิดปรมาณูที่กองทัพสหรัสฯใช้ทำลายเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นับแสนล้านลูก
               ทั้งนี้ เมื่อซีเอ็มอีเคลื่อนตัวพุ่งเข้ามาปะทะกับชั้น "แมกนีโทสเฟียร์" ซึ่งเป็นขั้นสนามแม่เหล็กโลกจะส่งผลให้เส้นแรงแม่เหล็กของโลกเกิดการยุบตัวลง และอาจก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "พายุแม่เหล็กโลก" ได้ ซึ่งจะสง่ผลกระทบให้ระบบส่งกำลังไฟฟ้าผ่านไฟฟ้าบนพื้นโลกอาจไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ และอาจทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่หลายส่วนของโลก นอกจากนั้น พลังงานจากซีเอ็มอี ยังสามารถทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนดาวเทียม หรือยานสำรวจอวกาศต่างๆ ได้เช่นเดียวกับระบบนำทาง "จีพีเอส"



ที่มา : http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000010207

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

นาซาทำคลิปศูนย์อวกาศ "จอห์นสันสไตล์" เลียนกังนัม

       ดังทะลุโลกไปไกลสำหรับมิวสิค "กังนัมสไตล์" ของ "ไซ" ศิลปินเกาหลีที่มีคลิปล้อเลียนออกมานับไม่ถ้วน ล่าสุด "นาซา"เอาบ้าง ลุกขึ้นมาทำเอ็มวีล้อเลียนเพื่อแนะนำศูนย์อวกาศ "จอห์นสัน" แถมยังได้นักบินอวกาศมาร่วมแสดง 
      
       คลิปล้อเลียน "กังนัมสไตล์" นี้ทำขึ้นโดยนักศึกษาในศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) เพื่อแนะนำภารกิจของศูนย์อวกาศ โดยได้ ทราซี คาล์ดเวลล์ ไดสัน (Tracy Caldwell Dyson) ไมค์ มาสซิมิโน (Mike Massimino) และ เคลย์ แอนเดอร์สัน (Clay Anderson) นักบินอวกาศตัวจริง รวมถึงเจ้าหน้าที่อาวุโสมาร่วมแสดงด้วย 
      
       มิวสิควิดิโอนี้กล่าวถึงภารกิจวิทยาศาสตร์ของศูนย์อวกาศที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของทุกคน ทั้งส่งคนไปอวกาศที่แม้จะกลับมาอย่างเร้าร่อนแต่ก็ไม่ถูกเผาไหม้ อีกทั้งยังสร้างยานอากาศที่นำเราแหวกอากาศขั้นไปอยู่เหนือโลก รวมถึงหน้าที่ควบคุมและสื่อสารกับสถานีอวกาศที่มีหลายชาติมีส่วนร่วม ทั้งญี่ปุ่น รัสเซีย ยุโรปและสหรัฐฯ 
      
       นอกจากนี้จอห์นสันสไตล์ยังกล่าวถึงการฝึกนักบินอวกาศเพื่อภารกิจในวันข้างหน้า และโครงการเพื่อการสำรวจอวกาศในเป้าหมายที่ไกลออกไป ทั้งการออกสำรวจดาวเคราะห์น้อย ดาวอังคาร รวมถึงการกลับไปดวงจันทร์ และที่ศูนย์อวกาศนี้มีวิทยาศาสตร์อยู่รอบตัว


ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000152338